[อาโอโมริ]เที่ยวฮิโรซากิกับ”แม่มดเรื่อยเปื่อย” (ตามรอยอนิเมชั่น Flying Witch)

ในฤดูใบไม้ผลิ ปี 2016 มีแม่มดฝึกหัดคนนึงได้เข้ามาอาศัยอยู่ในจังหวัดอาโอโมริ จังหวัดที่อยู่เหนือสุดของภูมิภาคโทโฮกุในประเทศญี่ปุ่น และได้ไปสถานที่ต่างๆ มากมายในอาโอโมริ ถ้าเราลองตามรอยเธอไป อาจจะได้พบเธอก็ได้นะ!

เมื่อช่วงโกลเด้นวีคที่ผ่านมา เราก็ได้มาเที่ยวที่นี่ค่ะ ซึ่งจุดหมายปลายทางของเราก็คือสวนฮิโรซากิ ในเมืองฮิโรซากิ เมืองใหญ่ในจังหวัดอาโอโมรินั่นเองค่ะ

สถานีต่อไป…ฮิโรซากิ

เมื่อลงจากรถไฟแล้ว ก็ได้เจอกับแอปเปิ้ลลูกโต ซึ่งเป็นของขึ้นชื่อของจังหวัดอาโอโมริ ถึงขนาดที่มีคำกล่าวว่า คนอาโอโมริจะกินแอปเปิ้ลอย่างน้อยวันละลูก และเด็กอาโอโมริจะจับมีดครั้งแรกเพื่อปอกแอปเปิ้ลเลยล่ะค่ะ

เมื่อได้เห็นแอปเปิ้ลลูกนี้แล้ว ก็รู้สึกได้เลยล่ะค่ะว่ามาถึงอาโอโมริแล้วจริงๆ

รู้สึกเหมือนกำลังไล่ตามแม่มดน้อยมาโคโตะอยู่เลยนะคะ

จากสถานีฮิโรซากิ เดินประมาณ 15-20 ก็จะมาถึงสวนฮิโรซากิค่ะ ระหว่างทางก็มองเห็นภูเขาอิวากิอยู่ลิบๆ

ภูเขาอิวากิ(Iwaki) เป็นภูเขาไฟแบบกรวยภูเขาไฟสลับชั้น (stratovolcano) ตั้งอยู่บริเวณทางตะวันตกของจังหวัดอาโอโมริ ในวันฟ้าใสก็จะได้เห็นภาพภูเขาลูกนี้ตั้งตระหง่านสวยงามแบบนี้แหละค่ะ

และแล้ว เราก็มาถึงสวนฮิโรซากิค่ะ

สวนฮิโรซากิและปราสาทฮิโรซากินั้นเรียกได้ว่าเป็นจุดชมซากุระที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาคโทโฮกุค่ะ บริเวณสวนมีเนื้อที่กว้างขวาง ภายในสวนเต็มไปด้วยต้นซากุระนานาพันธุ์ เช่น โซเมโยชิโนะ ยาเอะซากุระ ชิดาเระซากุระ ยามะซากุระ เป็นต้น

ช่วงเวลาที่เราไปเป็นช่วงที่ซากุระบานเต็มที่และมีกลีบบางส่วนร่วงหล่นไปบ้างแล้วค่ะ ทำให้ได้เห็นวิวทางเดินที่มีต้นซากุระสองข้างทางซึ่งสวยงามมากๆ ถ่ายรูปได้ไม่รู้เบื่อเลย นอกจากนี้กลีบซากุระที่ร่วงหล่นลงไปในคูน้ำรอบๆ สวนยังทำให้ผิวน้ำกลายเป็นสีชมพูอ่อน ซึ่งเป็นอะไรที่เราเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกเลยล่ะค่ะ

เห็นพื้นสีชมพูด้านบนมั้ยคะ? นั่นคือพื้นน้ำที่ถูกปกคลุมไปด้วยกลีบซากุระล้วนๆ เลยค่ะ

พูดถึงคูน้ำรอบสวน เรียกได้ว่าเจ้าคูน้ำนี้เป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยมของผู้ที่มาเที่ยวที่นี่เลยค่ะ เพราะว่าภาพวิวของคูน้ำที่มีต้นซากุระอยู่สองฝั่ง มีสะพานไม้เป็นระยะ เป็นส่วนประกอบที่ลงตัวมากๆ ค่ะ

บริเวณโดยรอบสวนจะมีประตูทางเข้าอยู่หลายแห่งค่ะ ในช่วงวันหยุดแบบนี้เห็นคนเดินผ่านไปผ่านมาขวักไขว่เลยทีเดียว

เมื่อเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ เราก็จะพบกับสถานที่สำคัญแห่งหนึ่ง นั่นก็คือปราสาทฮิโรซากินั่นเองค่ะ

ตัวปราสาทเองว่าสวยแล้ว ยิ่งมาอยู่คู่กับดอกซากุระบานสะพรั่งรอบๆ แล้ว ก็ยิ่งทวีความสวยเข้าไปอีก

ปราสาทฮิโรซากิถูกสร้างขึ้นมาในปีค.ศ. 1611 โดยเดิมทีมีห้าชั้น แต่ถูกฟ้าผ่าไปในปี 1627 จากนั้นก็มีการสร้างขึ้นมาใหม่อีกครั้งแต่เหลือเพียงสามชั้นในปี 1810 และไม่มีการสร้างใหม่อีกเลยจนปัจจุบัน

หากจะเข้าชมบริเวณปราสาท จะเสียค่าเข้าชม 310 เยนค่ะ บริเวณข้างๆ จะมีสวนพฤกศาสตร์อยู่ เสียค่าเข้าชม 310 เยนเช่นกัน แต่ถ้าซื้อตั๋วรวม ซึ่งจะให้เข้าได้ทั้งปราสาทฮิโรซากิและสวนพฤกศาสตร์ จะมีราคาเพียง 510 เยนเท่านั้นค่ะ

นอกจากนี้ยังมีอาคารอีกหลายหลังในสวนที่มีกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมที่น่าสนใจ อย่างเช่นการลองดื่มชาเขียวคู่กับขนมหวานแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม หรือการลองสวมชุดกิโมโนและถ่ายรูปกับฉากจำลองห้องในปราสาทญี่ปุ่นสมัยก่อน เป็นประสบการณ์ใหม่ที่สนุกและน่าสนใจมากค่ะ

ในสวนฮิโรซากิเราจะพบสะพานสีแดงแบบในภาพด้านบนได้เยอะแยะเลยค่ะ ซึ่งสีของมันตัดกับสีเขียวและชมพูโดยรอบ ทำให้เกิดเป็นวิวสวยๆ อีกแล้วค่ะ

มีเก้าอี้ให้นั่งพักชมวิวอยู่เรื่อยๆ ในสวนด้วยค่ะ

นอกจากซากุระและวิวที่ได้กล่าวถึงไปแล้ว ในช่วงเทศกาลซากุระนี้ ยังมีการออกร้านอาหารแผงลอยและซุ้มเกมงานวัดต่างๆ อีกด้วยค่ะ อาหารที่มาขายก็จะเป็นพวกสตรีทฟู้ดของญี่ปุ่น เช่น ทาโกะยากิ โอโคโนมิยากิ ขนมสายไหม กล้วยเคลือบช็อกโกแลต ดังโงะ ยากิโซบะ แอปเปิ้ลเคลือบน้ำตาล และอื่นๆ อีกมากมายละลานตา

ส่วนเกมก็มีหลากหลายมากๆ เช่นเกมยิงปืนที่เราก็ได้ไปลองเล่นด้วยและได้รางวัลนิดๆ หน่อยๆ กลับมา นอกจากนี้ยังมีเกมช้อนปลาทอง สอยดาว ฯลฯ จะว่าไปก็คล้ายๆ กับเกมงานวัดที่ไทยเหมือนกันนะคะ

นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่ทำให้เราตกใจมากๆ นั่นก็คือ ที่งานเทศกาลแห่งนี้มีบ้านผีสิงและมอเตอร์ไซค์ไต่ถังด้วยค่ะ! แถมสไตล์ของป้ายและตัวอักษรยังเป็นแบบย้อนยุคหน่อยๆ และสีสันสดใจแบบที่เห็นแล้วนึกถึงงานวัดไทยแบบสุดๆ ไปเลย

แม้ว่าพวกมาโคโตะจะไปเข้าบ้านผีสิงกัน แต่น่าเสียดายที่เราไม่ได้ลองเข้าไปดูค่ะ ดูน่าสนุกดีเหมือนกันนะเนี่ย

บริเวณแผงลอยและซุ้มเกมนี่บรรยากาศคึกคักมากๆ เลยค่ะ มีผู้คนมากมายทั้งเด็กและผู้ใหญ่มาเลือกซื้ออาหารและเล่นเกมกันสนุกสนาน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีการทิ้งขยะเรี่ยราดนะคะ เพราะทุกคนต่างพร้อมใจกันนำขยะไปทิ้งในบริเวณที่จัดไว้ให้ ทำให้สภาพแวดล้อมในสวนดูสะอาดสบายตา น่าชื่นชมมากๆ เลยค่ะ

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งในสวนฮิโรซากิก็คือซุ้มดูดวงค่ะ พวกมาโคโตะเองก็ได้ไปดูและเจอกับแม่มดอีกคนเข้า พวกเราเองก็เลยลองไปใช้บริการดูบ้างเผื่อว่าจะโชคดีได้เจอแม่มดกับเขาบ้าง

น่าเสียดายที่เหมือนว่าคุณหมอดูจะไม่ใช่แม่มด แต่เขาก็ดูดวงให้หลายเรื่องโดยอาศัยลายมือและวันเดือนปีเกิดค่ะ

ถึงตอนนี้ แม้จะเดินวนรอบสวนแล้ว แต่อย่าเพิ่งรีบกลับค่ะ เพราะในตอนกลางคืน จะมีไฮไลท์อีกหนึ่งอย่าง

ใช่แล้วค่ะ ในตอนกลางคืน ที่สวนฮิโรซากิจะมีการประดับไฟนั่นเอง เมื่อไฟที่ถูกจัดไว้อย่างดีส่องกระทบดอกซากุระที่บานอยู่เต็มต้น ก็จะให้ภาพที่สวยงามไม่แพ้ตอนกลางวัน แม้ว่าเราจะเดินเที่ยวมาตอนช่วงบ่ายจนเหนื่อยแล้ว พอได้เห็นภาพทิวทัศน์สวยๆ แบบนี้ก็ลืมเหนื่อยและเดินชมต่ออย่างเพลิดเพลิน

การไปสวนฮิโรซากิในคราวนี้นับได้ว่าคุ้มค่ามากจริงๆ ค่ะ ได้เห็นภาพซากุระสวยๆ ทั้งยามกลางวันและกลางคืน ได้ถ่ายรูปอย่างเต็มอิ่ม ได้ลิ้มลองอาหารแผงลอยอร่อยๆ ของญี่ปุ่น ได้ลองเล่นเกมงานวัดญี่ปุ่น ได้ลองสัมผัสวัฒนธรรมญี่ปุ่น ได้สัมผัสประสบการณ์การดูลายมือแบบญี่ปุ่น ตอนที่อยู่ในสวนนี้เวลาผ่านไปเร็วอย่างไม่รู้ตัว เรียกได้ว่าสามารถใช้เวลาอยู่ในสวนฮิโรซากิทั้งวันโดยไม่มีเบื่อราวกับเจอเวทมนตร์ของแม่มดเลยล่ะค่ะ แม้จะไม่เจอตัวแม่มดมาโคโตะก็ไม่เป็นไร

ถึงแม้ว่าเทศกาลซากุระปีนี้จะจบลงไปแล้ว แต่ถ้าใครอยากมาสัมผัสบรรยากาศที่สวยงามและสนุกสนานแบบนี้ ก็มาได้ในปีหน้านะคะ ไม่แน่ว่าอาจจะเจอแม่มดสักคนสองคนเดินเล่นชมซากุระอยู่เหมือนกันก็ได้ค่ะ!

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับอนิเมชั่นเรื่อง Flying Witch ได้ที่นี่


รายละเอียดการเดินทางไปยังปราสาทฮิโรซากิ

ที่ตั้ง: 〒036-8356 青森県弘前市下白銀町1

เว็บไซต์ (ภาษาญี่ปุ่น): http://www.hirosakipark.jp/ 

เวลาเปิดทำการ: Honmaru/Kita no Kuruwa (บริเวณตัวปราสาทและรอบๆ) 9:00~17:00 (1 เมษายน~23 พฤศจิกายน)
สวนพฤกษศาสตร์ 9:00~18:00 (ขายตั๋วถึงเวลา 17:30)
*ในช่วงเทศกาลซากุระ ช่วงเวลาขายตั๋วจะนานขึ้น

**ช่วงหน้าหนาว (24 พฤศจิกายนถึง 31 มีนาคม บริเวณปราสาทจะปิดไม่ให้เข้าชม

ค่าเข้าชม: 

บริเวณปราสาท: ผู้ใหญ่ ¥310 เด็ก ¥100

สวนพฤกษศาสตร์: ผู้ใหญ่ ¥310 เด็ก ¥100

ตั๋วรวม (บริเวณปราสาท, สวนพฤกษศาสตร์ และ Fujita Memorial Garden): ผู้ใหญ่ ¥510  เด็ก ¥160

*หากมาชมเป็นกลุ่มมากกว่า 10 ท่านขึ้นไปจะสามารถซื้อตั๋วได้ในราคาพิเศษ

Piangrawee (Erk) Santivongskul

About Piangrawee (Erk) Santivongskul

Piangrawee Santivongskul has a long and hard-to-pronounce name, so she prefers to be called by her nickname "Erk". Born in Bangkok, Thailand, she came to Sendai two years ago to study Chemistry at Tohoku University. Her passion for Japan began with an interest in Japanese idol-groups, culture and food when she was a junior high-school student. Once she had the chance to travel to Tohoku she quickly added "Tohoku's nature" to her "Favorite things about Japan" list. During her time in Japan Erk is always eager to explore more and more about Tohoku and share her stories with other people.

Leave a Reply

Your email address will not be published.